มาตรการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสารกาเฟอีน (Caffeine) | 26157


มาตรการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสารกาเฟอีน (Caffeine)
-----------------------------------------------------------------
1. สถานการณ์สารกาเฟอีน
1.1 การค้าภายในประเทศ
การค้าสารกาเฟอีนโดยปกติไม่มีการค้าหรือจำหน่ายโดยตรง จะอยู่ในรูปของสารผสมในอาหาร เครื่องดื่ม และยา ได้แก่ ชา กาแฟ โกโก้ ช็อคโกแลต น้ำอัดลมประเภทโคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และช็อคโกแลต ในปัจจุบันความนิยมดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้มีมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนผสมอยู่มักมีวัตถุประสงค์เพื่อ ลดความง่วงนอน กระตุ้นให้ความคิดแล่นไหล ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และกระฉับกระเฉงดื่มเพื่อดับกระหายน้ำ ดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มตามกระแสนิยม หรือบางครั้งดื่มเพื่อลดความเบื่อหน่าย เช่น การรอคอย พฤติกรรมในการบริโภคกาเฟอีนจะแตกต่างกันตามอายุของผู้บริโภค ในเด็กจะมีการดื่มน้ำอัดลมประเภท โคล่า โกโก้ และรับประทาน ช็อคโกแลต วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมดื่มน้ำอัดลมประเภทโคล่า และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นไปตามกระแสนิยม การชักจูงและโฆษณา ผู้ใหญ่วัยทำงานนิยมดื่มชา กาแฟ ส่วนการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังนิยมกันอยู่ในกลุ่มผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ สำหรับยาที่มีกาเฟอีนผสมอยู่ได้แก่ ยารักษาโรคไมเกรน และยาแก้หวัด – แก้แพ้
ผลิตภัณฑ์ที่มีกาเฟอีนผสมอยู่มีการจำหน่ายในหลายรูปแบบ ได้แก่
- กาแฟผงสำเร็จรูป (ตารางที่ 2)
- กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม (ตารางที่ 2 และ 3 )
- น้ำอัดลมประเภทโคล่า (ตารางที่ 2 และ 5 )
- เครื่องดื่มชูกำลัง (ตารางที่ 4)
- ขนนหวานประเภทช็อคโกแลต (ตารางที่ 2)
- ยาต่างๆ (ตารางที่ 6)
ปริมาณกาเฟอีนที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและยาประเภทต่างๆ ปรากฏตามตารางที่ 2-6 ข้อน่าสังเกตและน่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือมีการแข่งขันอย่างรุนแรงทางการค้าผลิตภัณฑ์ที่มีกาเฟอีนและมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้น งบประมาณในการโฆษณาในสื่อต่างๆ ของสินค้าเหล่านี้มีมูลค่าปีละหลายร้อยล้านบาท การควบคุมจะเข้มงวดเฉพาะกับเครื่องดื่มชูกำลังเท่านั้น โดยเครื่องดื่มประเภทนี้ต้องมีฉลากบ่งบอกถึงปริมาณกาเฟอีนและการโฆษณาจะต้องระบุว่าห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด (ซึ่งเทียบได้กับการบริโภคกาเฟอีนวันละ 100 มิลลิกรัม) แต่ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีปริมาณของกาเฟอีนในการบริโภคต่อครั้งใกล้เคียงหรือมากกว่าเครื่องดื่มชูกำลังกลับไม่ต้องแสดงปริมาณของกาเฟอีนในภาชนะบรรจุ และไม่มีข้อห้ามในการโฆษณาว่าห้ามดื่มเกินวันละกี่ถ้วยหรือกี่กระป๋อง ขณะนี้มีข้อมูลว่าการดื่มกาแฟที่ชงจากกาแฟคั่วบดหรือกาแฟผงสำเร็จมีแนวโน้มที่ลดลงในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคิดว่าการดื่มกาแฟอาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่การดื่มกาแฟในรูปแบบกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น
1.2 การนำเข้า-การส่งออก
1.2.1 การนำเข้า
1) เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตสารกาเฟอีน (Caffeine) ขึ้นใช้ได้เองภายในประเทศดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังและยาบางประเภท สถิติจากกรมศุลกากรปรากฏว่าปริมาณการนำเข้าสารกาเฟอีนประมาณปีละ 100-200 ตัน มูลค่าประมาณ 50-80 ล้านบาท แหล่งนำเข้าสำคัญ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร และฮ่องกง
2) ปริมาณ-มูลค่าการนำเข้าสารกาเฟอีนในช่วง ปี 2543 - เดือนพฤษภาคม 2545 กระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีการกำหนดมาตรควบคุมการนำเข้าสารกาเฟอีน แต่มีการควบคุมโดยหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมาตรการยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการควบคุมของรัฐบาล รัฐบาลจึงให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึงสินค้า พ.ศ. 2522 ออกประกาศและระเบียบกระทรวงพาณิชย์ กำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมสารกาเฟอีนเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2545 เป็นต้นมา สำหรับปริมาณการนำเข้าในปี 2544 รวมทั้งสิ้น 132.601 ตัน มูลค่ารวม 58.31 ล้านบาท ลดลงจากปี 2543 ในอัตราร้อยละ 35.85 และร้อยละ 24.28 ตามลำดับ ในปี 2545 ซึ่งได้มีการออกประกาศ ระเบียบควบคุม และกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำเข้าสารกาเฟอีน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดให้ได้ผลโดยเด็ดขาด กาเฟอีนซึ่งเป็นสารที่ใช้ผสมในการผลิตยาเสพติดประเภทยาบ้าที่สำคัญ จึงเข้าข่ายต้องกำหนดมาตรการควบคุมทั้งการนำข้า-ส่งออก การครอบครอง และการจำหน่าย ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฎว่าปริมาณการนำเข้าลดลงเหลือเพียงรวม 115.997 ตัน มูลค่า 49.13 ล้านบาท ลดลงจากปี 2544 ในอัตราร้อยละ12.52 และ 15.74 ตามลำดับ ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการกำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการนำเข้าตามนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว รายละเอียดปริมาณ และมูลค่าการนำเข้าตามตารางที่ 7
จากปริมาณการขออนุญาตนำเข้าสารกาเฟอีนในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงแรกของการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม รวมทั้งสิ้น 52.77 ตันมูลค่ารวม 22.86 ล้านบาท เทียบกับปี 2546 ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เพียง 3 เดือน ปริมาณการขออนุญาตนำเข้ารวม 41.90 ตัน มูลค่ารวม 11.63 ล้านบาท ปี 2546 ปริมาณการขออนุญาตนำเข้าเฉลี่ย 13.97 ตัน/เดือน เปรียบเทียบกับ ปี 2545 ปริมาณขออนุญาตนำเข้าเฉลี่ย 8.80 ตัน/เดือน ปริมาณการขออนุญาตนำเข้าต่อเดือนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 58.75
1.2.2 การส่งออก
ปริมาณและมูลค่าการส่งออกกาเฟอีนในแต่ละปีมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปในกลุ่มประเทศแถบเอเซีย และส่งไปเพื่อการผลิตสินค้าของบริษัทในเครือซึ่งขยายการผลิตออกไปยังต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเมียนมาร์ รายละเอียดตามตารางที่ 8
1.3 การลักลอบค้า
การนำเข้าสารกาเฟอีนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแม้จะมีการกำหนดมาตรการควบคุมให้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยบริษัทที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่มักจะมีการรั่วไหลจากกระบวนการหรือกลุ่มนักค้าที่จะพยายามสั่งซื้อจากบริษัทผู้นำเข้าแล้วลักลอบนำไปใช้ในแหล่งผลิตยาเสพติดต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยเป็นทั้งตลาด และทางผ่านของยาเสพติดที่สำคัญในการส่งต่อไปยังประเทศที่สาม เพราะประเทศไทยมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชาชนจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน อีกทั้งยังมีความพร้อมในปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร การเงิน การธนาคาร และการอุตสาหกรรม จากความเอื้ออำนวยของปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้กลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านนิยมใช้เป็นแหล่งจัดหา สารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ และเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด แล้วลักลอบลำเลียงส่งกลับไปให้แหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยทวีความรุนแรงจากการแพร่ระบาดยาเสพติดอย่างรวดเร็วทั้งปริมาณและพื้นที่แพร่กระจาย โดยเฉพาะยาบ้า และเฮโรอีน ซึ่งปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าแหล่งผลิตอยู่ในประเทศสหภาพพม่า และสปป.ลาว ด้านที่ติดต่อกับพม่า โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตฝิ่นอันเป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดประเภทเฮโรอีน นอกจากนั้นกลุ่มผู้ผลิตยังขยายการผลิตจากเฮโรอีนสู่ยาเสพติดประเภทยาบ้าในพื้นที่ผลิตเดียวกัน โดยอาศัยช่องว่างของสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศพม่า และตลาดความต้องการยาเสพติดในประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการแสวงหาผลกำไร จากสถานการณ์ยาเสพติดที่รุนแรงดังกล่าวสำนักงาน ปปส.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการปราบปรามพบว่า การตัดโอกาสการลักลอบนำเข้าเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นในการผลิตที่จำเป็น รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดมิให้มีการลักลอบเข้าไปสู่พื้นที่ผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมาตรการที่สำคัญในการหยุดยั้งการลักลอบผลิตและการค้ายาเสพติดในประเทศดังกล่าวมิให้มีการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการควบคุมสารตั้งต้นและสารที่ใช้ผสมในการผลิตยาเสพติดของรัฐบาลยึดถือหลักทีว่า “ไร้เคมีภัณฑ์สารตั้งต้น ทำให้ปลอดยาเสพติด” หากสามารถควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยให้กับกลุ่มผู้ผลิตยาเสพติดได้รัฐบาลก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ยาเสพติดอย่างได้ผล ดังนั้นการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ด้วยมาตรการสกัดกั้นและปราบปรามในประเทศ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอีกประการหนึ่งในการควบคุมสถานการณ์ยาเสพติดของประเทศไทย สำหรับสารกาเฟอีนจัดเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการผลิตยาเสพติดประเภทยาบ้า โดยใช้ผสมกับหัวเชื้อ เมทแอมเฟตามิน แล้วจึงนำไปอัดเม็ด ส่วนผสมของกาเฟอีนในยาบ้า 1 เม็ด มีมากกว่า 50-60มิลลิกรัม หรือประมาณร้อยละ 60 ของน้ำหนัก เหตุนี้กาเฟอีนซึ่งเป็นสารกระตุ้นประสาทเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามิน ซึ่งราคาต่ำกว่าสามารถลดต้นทุนในการผสมหัวเชื้อสารตั้งต้นเมท-แอมเฟตามิน เพื่ออัดเม็ดยาบ้าให้ได้จำนวนมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของผู้เสพยังมีความเชื่อว่าจะช่วยให้มีฤทธิ์ของการเสพที่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมารัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการจับกุมการลักลอบนำเข้ากาเฟอีนอย่างต่อ เนื่องดังนี้
|
ผลการสกัดกั้นและจับกุมการลักลอบนำสารกาเฟอีนสู่แหล่งผลิต
|
|
2. มาตรการควบคุม
2.1 เหตุผลความจำเป็นของการกำหนดมาตรการ
2.1.1 สืบเนื่องจากผลของการแพร่ระบาดของยาเสพติด และรัฐบาลมีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเร่งด่วนตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 1 ให้มีการควบคุมการนำเข้าสารเคมีที่อาจนำไปสู่การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวด และเสริมสร้างกลไกภาครัฐและมาตรการทางกฎหมายให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 119/2544 เรื่อง แนวทางการใช้พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด และมีคำสั่งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามแนวทางการใช้พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะปัญหายาเสพติด ที่ 2/2545 ลงวันที่ 25 มกราคม 2545 แต่งตั้งคณะทำงานด้านการควบคุมตัวยาและสารเคมีขึ้น โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน [2] และในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 กำหนดให้มีการควบคุมการนำเข้าสารกาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการตรวจสอบ กลยุทธ์การนำเข้าและการใช้สารดังกล่าว
2.1.2. องค์การสหประชาชาติได้ยกร่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อประสาท ค.ศ.1988 ( United Nation Convention Against Illicit Traffic in Narcotic Drug and Psychotropic Substances, 1988) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาแล้ว และมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป การเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายภายในประเทศ และปฏิบัติตามข้อกำหนดการควบคุมสารเคมีที่กำหนดให้ในอนุสัญญา
2.2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุม
องค์ประกอบของคณะทำงานด้านการควบคุมตัวยาและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตแบ่งคณะทำงานออกเป็น 2 สายงาน คือ
1) คณะทำงานด้านการควบคุมตามกฎหมาย ได้แก่
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
- กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
- กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
- กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
2) คณะทำงานด้านการติดตาม ตรวจ และศึกษาการวิเคราะห์
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
- สำนักนายกรัฐมนตรี
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
- กระทรวงกลาโหม
- กระทรวงมหาดไทย
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
- องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข
2.3 แนวทางปฏิบัติในการควบคุม
กาเฟอีน เป็นสารที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ยา เครื่องดื่ม และกระดาษพิมพ์เขียว ทั้งยังมีการลักลอบนำไปผลิตยาเสพติด จึงมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้ควบคุมหลายฉบับ ดังนี้
1) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
2) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518
3) พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495
4) พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
5) พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522
6) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2468
7) พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510
8) พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
โดยมีมาตรการในการควบคุมเข้มงวดตั้งแต่ก่อนนำเข้า-ส่งออก การนำเข้า-ส่งออก การขนย้าย การใช้และเปลี่ยนแปลงสภาพภายในประเทศ ดังนี้
2.3.1 ก่อนการนำเข้า-ส่งออก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งสารกาเฟอีนเข้ามาเพื่อผลิตยาหรืออาหาร ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 หรือพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีนำเข้ามาผลิตกระดาษพิมพ์เขียว หรือหนังสือแจ้งข้อมูลขอส่งออก กรณีขอส่งออก
2.3.2 การนำเข้า-ส่งออก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตนำเข้าและส่งออกตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีประกาศและระเบียบกระทรวงพาณิชย์ควบคุม 4 ฉบับ คือ
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2545
- ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน ( Caffeine) พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 25
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งออกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545
- ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน ( Caffeine) พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545
2.3.3 ก่อนการส่งออก/หลังการนำเข้า ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตขนย้าย มีไว้ในครอบครอง เปลี่ยนแปลงสภาพ ตามพระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และจัดทำบัญชีการนำ หรือสั่งสารกาเฟอีนเข้ามาในราชอาณาจักร เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณีทุก 4 เดือน
3. ขอบเขตการควบคุม
กำหนดให้สารกาเฟอีน ชื่อทางเคมี 3,7 -Dihyro-1,3,7 trimethyl- 1 H –2,6-ione;1,3,7-trimethylxanthine; 1,3,7-trimethyl-2, 6-di-oxopurine ; caffeine;thein ; guaranine ; methyltheobromine; สูตรทางเคมี C2 H10 N4 O2 และเกลือของสารดังกล่าว ตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประกาศ ที่ 2939.30 และ 3003.40 ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีน และยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง
สาธารณสุข เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร
4. ระเบียบและหลักเกณฑ์ในการส่งออกและนำเข้า
การส่งออกไปนอกหรือนำสารกาเฟอีนเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการต้อง ยื่นคำร้องขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมหนังสือแจ้งข้อมูลการขอส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือหนังสือรับรองการนำหรือการสั่งสารกาเฟอีนเข้ามาในราชอาณาจักร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณี พร้อมบัญชีราคาสินค้า (Invoice) หรือใบเสนอราคาสินค้าล่วงหน้า (Proforma Invoice) หรือเอกสารทางการค้าอื่นใดที่แสดงรายละเอียด การซื้อขายสินค้า
5. แนวปฏิบัติในการขนย้าย จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง ใช้และเปลี่ยนแปลงสภาพสารกาเฟอีน
นอกจากมาตรการควบคุมนำเข้า - ส่งออกซึ่งสารคาเฟอีนแล้วภายใต้นโยบายรัฐบาลที่มุ่งควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดแล้ว กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการกำหนดให้สารกาเฟอีนและเกลือของสารกาเฟอีนเป็นโภคภัณฑ์ควบคุมและกำหนดมาตรการห้ามการนำ ขนย้าย จำหน่าย มีไว้ครอบครอง ใช้ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพสารกาเฟอีนและเกลือของสารดังกล่าวเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการค้าภายในหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามแบบและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมการค้าภายในกำหนด รวมถึงให้รายงานปริมาณ ตลอดจนสถานที่เก็บ ชื่อ และที่อยู่ผู้ซื้อ และแหล่งที่มา ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2545 กฎกระทรวง ว่าด้วยการกำหนดสารกาเฟอีนเป็นโภคภัณฑ์ควบคุมและแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโภคภัณฑ์พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 และประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง แบบหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขออนุญาตนำ ขนย้าย จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง ใช้หรือเปลี่ยนแปลงสภาพสารกาเฟอีน (Caffeine) หรือเกลือของสารกาเฟอีน ลงวันที่ 8 มกราคม 2546
6. ระบบเชื่อมโยงข้อมูล
เนื่องจากการควบคุมสารกาเฟอีนมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กรมศุลกากรประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำฐานข้อมูลสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตามคำสั่งกรมศุลกากรที่ 97/2546 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2546 ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการศึกษา และกำหนดรูปแบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พัฒนาระบบงานฐานข้อมูล และติดตามการเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการจัดหา Hardware และ Software ที่เหมาะสมในการพัฒนาระบบงาน ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจสอบและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพและมีข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์เป็นปัจจุบัน สำหรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วยความสะดวกรวดเร็ว
ขณะนี้การจัดระบบเชื่อมโยงข้อมูลอยู่ในขั้นตอนการจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางสำหรับจัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลร่วมกันได้อย่างครบวงจร สำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ให้ใช้เลขที่เอกสารอ้างอิง 15 หลัก ที่ได้จากการออกหนังสือรับรองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล
ในส่วนของกรมการค้าต่างประเทศขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาออกประกาศ กำหนดให้การขออนุญาตส่งออกไปนอกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสารกาเฟอีน (Caffeine) และเกลือของสารดังกล่าวตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 2939.30 และ 3003.40 ผู้ขออนุญาตต้องสำแดงเลขที่เอกสารสำคัญ 15 หลัก ที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในช่องเงื่อนไขในการอนุญาต ในแบบพิมพ์ใบอนุญาตให้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (แบบ ข.4) และแบบพิมพ์ใบอนุญาตให้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ อ.4) ที่ยื่นต่อกรมการค้าต่างประเทศ และเพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดได้ผลตามนโยบายของรัฐบาล ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งข้อมูลเอกสารหนังสือรับรองระบบ 15 หลัก ให้กรมศุลกากรทางจดหมายอีเลคทรอนิคส์ ทันทีที่มีการออกใบอนุญาตหรือดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสารกาเฟอีน
7. ปัญหา ผลกระทบ แนวทางแก้ไข และแนวโน้มการดำเนินการในอนาคต
7.1 ปัญหาและผลกระทบ
ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545 ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศและระเบียบควบคุมการนำเข้าส่งออกสารกาเฟอีน โดยมีเหตุผลในการควบคุม เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพสุขอนามัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนป้องกันการนำสารกาเฟอีน (Caffeine)ไปใช้ในการผลิตยาเสพติดโดยที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทย การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน ประกาศและระเบียบ ประสบปัญหาและผลกระทบ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้
1) กาเฟอีนเป็นสารที่ใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอาหาร ยา และกระดาษพิมพ์ เป็นสำคัญ แต่ปรากฎว่ามีการลักลอบนำไปใช้ในการผลิตยาเสพติด เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงกำหนดมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยสุจริต
2) การกำหนดข้อบังคับ กฎ ระเบียบ และการบังคับใช้ที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงานก่อให้เกิดความยุ่งยาก และสลับซับซ้อนในทางปฏิบัติ
3) ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นระบบทำให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน
4) การควบคุมสารกาเฟอีนที่เข้มงวด อาจส่งผลให้ผู้ลักลอบหันไปใช้สารเคมีอื่นแทนก่อให้เกิดปัญหาต่อไปอีก
5) การแจ้งนำเข้าโดยสำแดงเป็นพิกัดอื่นจะส่งผลให้ยังมีการนำเข้าสารกาเฟอีนในปริมาณที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่จะตรวจสอบและควบคุม
7.2 แนวทางแก้ไข และแนวโน้มการดำเนินการในอนาคต
1) โครงการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้า – การส่งออก และการนำไปใช้ของสารเคมีระหว่างหน่วยงาน ซึ่งกำหนดระยะเวลา ดำเนินการโดยกรมศุลกากรเป็นหน่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมโรงงานอุตสาหกรรมกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระด้านปริมาณเอกสาร และเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งระบบของประเทศด้วยความรวดเร็วครบถ้วน
2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังการลักลอบนำสารอื่นมาใช้ผลิตยาเสพติดแทนกาเฟอีนรวมถึงการเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าให้ตรงตามพิกัดที่แจ้ง และใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น (Test kid) ในการตรวจสอบเคมีภัณฑ์ที่นำเข้า
ในอนาคตเมื่อสามารถเชื่อมโยงระบบข้อมูลได้ครบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปราบปรามปรามยาเสพติดของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการลักลอบค้าสารที่ใช้ในการผลิตโดยการสืบทอดจากต้นตอที่มาอย่างเป็นระบบ แทนการเฝ้าระวังสุ่มจับ จึงคาดว่าจะเป็นมาตรการที่ช่วยให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดของไทยมีความรัดกุมยิ่งขึ้น
8. บทสรุป
8.1. เหตุผลในการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า – ส่งออกสารกาเฟอีน (Caffeine) เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพ สุขอนามัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ รวมถึงป้องกันการนำสารดังกล่าวไปใช้ในการผลิตยาเสพติด
8.2. มาตรการควบคุมกำหนดขอบเขตการควบคุมสารกาเฟอีน และเกลือของสารกาเฟอีนตามพิกัดอัตราอากรที่ 2939.30 และ 3003.40 ยกเว้นอนุพันธ์สารกาเฟอีน และยาสำเร็จรูปที่มีสารกาเฟอีนผสมอยู่ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
8.3 หลักเกณฑ์อนุญาต จะอนุญาตนำเข้าหรือการส่งออกสารกาเฟอีน เฉพาะกรณีที่มีหนังสือแจ้งข้อมูลการขอส่งออก หรือหนังสือรับรองการนำเข้ามาในราชอาณาจักรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วแต่กรณี พร้อมบัญชีราคาสินค้า (Invoice) หรือใบเสนอราคาล่วงหน้า (Proforma Invoice) หรือเอกสารทางการค้าอื่นใดที่แสดงรายละเอียดการซื้อขายสินค้าดังกล่าว
|
ตารางที่1:ปริมาณกาเฟอีนที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก
|
|
|
ตารางที่2:ปริมาณกาเฟอีนในเครื่องดื่มและอาหารต่างๆ
|
|
|
ที่มา:สำนักงานอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา, National Coffee Association of the U.S.A., National Confectioners Association of the United State.
|
|
ตารางที่3:ปริมาณกาเฟอีนในกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม
|
|
| ที่มา:สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล |
|
ตารางที่4:รายชื่อและปริมาณกาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง
|
|
| ที่มา:สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข(ปริมาณกาเฟอีนที่ขึ้นทะเบียน) |
|
ตารางที่5:ปริมาณกาเฟอีนในน้ำอัดลมชนิดต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา
|
|
| ที่มา: National Soft Drink Associationประเทศสหรัฐอเมริกา |
|
ตารางที่6:ปริมาณกาเฟอีนในยาต่างๆ ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
|
|
| ที่มา: Thailand Index Medicus 1994 |
|
ตารางที่ 7 : การนำเข้าสารกาเฟอีน ปี 2543-2546 (ม.ค.)
|
| ปริมาณ : กิโลกรัม |
| มูลค่า :บาท |
|
| ที่มา : กรมศุลกากร |
|
ตารางที่ 8: การส่งออกสารกาเฟอีน ปี 2543-2546 (ม.ค.)
|
| ปริมาณ : กิโลกรัม |
| มูลค่า :บาท |
|
| ที่มา : กรมศุลกากร |
-----------------------------------------------------------------
[1] คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544
[2] หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0205/ว(ล)10360 ลงวันที่ 21 กันยายน 2544
นางวัฒนา มะลิทอง
สำนักมาตรการนำเข้าส่งออกสินค้าทั่วไป
กรมการค้าต่างประเทศ
เมษายน 2546
|
ประเทศ
|
ปี 2543 |
ปี 2544 |
ปี 2545 |
ปี 2546 (ม.ค.) |
| ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
| (พิกัด 2939.30) |
|
|
|
|
|
|
|
|
| มาเลเซีย |
125 |
49,233 |
- |
- |
75 |
30,006 |
- |
- |
| อินโดนีเซีย |
- |
- |
1,000 |
313,666 |
- |
- |
- |
- |
| เมียนมาร์ |
230 |
154,571 |
- |
- |
- |
- |
- |
- |
| รวม |
355 |
203,804 |
1,000 |
313,666 |
75 |
30,006 |
- |
- |
| (พิกัด 3003.40)ไม่มีการส่งออก |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ประเทศ
|
ปี 2543 |
ปี 2544 |
ปี 2545 |
ปี 2546 (ม.ค.) |
| ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
ปริมาณ |
มูลค่า |
| (พิกัด 2939.30) |
|
|
|
|
|
|
|
|
| จีน |
137,900 |
54,412,921 |
103,801 |
45,744,240 |
89,825 |
35,440,016 |
5,000 |
1,101,018 |
| เยอรมนี |
68,400 |
22,484,167 |
27,800 |
12,250,055 |
25,872 |
13,559,217 |
7,100 |
2,145,906 |
| สหราชอาณาจักร |
400 |
112,932 |
- |
- |
300 |
133,031 |
- |
- |
| สหรัฐอเมริกา |
- |
2,203 |
- |
- |
- |
- |
- |
- |
| ฮ่องกง |
- |
- |
1,000 |
317,156 |
- |
- |
- |
- |
| เบลเยี่ยม |
|
|
|
1,613 |
|
1,593 |
|
|
| รวม |
206,700 |
77,012,223 |
132,601 |
58,313,064 |
115,997 |
49,133,857 |
12,100 |
3,246,924 |
| (พิกัด 3003.40) |
|
|
|
|
|
|
|
|
| สหราชอาณาจักร |
60 |
2,839,943 |
90 |
4,353,154 |
30 |
1,447,300 |
- |
- |
| ชื่อผลิตภัณฑ์ |
ปริมาณกาเฟอีน(มิลลิกรัม/เม็ด) |
| ยารักษาโรคไมเกรน |
|
| - Avanmigran |
80 |
| - Cafergot |
100 |
| - Degran |
100 |
| - Ergo-C |
100 |
| - Gravergol |
100 |
| - Olygot |
100 |
| ยาแก้หวัดและยาแก้แพ้ |
|
| - Coldosian |
30 |
| - Coldrine |
30 |
| - Consinut |
25 |
| - Mervedin |
30 |
| ชนิดเครื่องดื่ม |
ปริมาณ(มิลลิกรัม/12ออนซ์)
|
| Jolt |
72.2 |
| Mr. Pibb, sugar free |
58.8 |
| Mountain Dew |
54.0 |
| Tab |
46.8 |
| Coca-Cola |
45.6 |
| Diet Coke |
45.6 |
| Shasta Cola |
44.4 |
| Shasta Cherry Cola |
44.4 |
| Shasta Diet Cherry Cola |
44.4
|
| Mr. Pibb |
40.8 |
| Big Red, sugar free |
39.6 |
| Pepsi Cola |
38.4 |
| Aspen |
36.0 |
| Pep light |
36.0
|
| Diet Cola |
36.0 |
| Kick |
31.2 |
| Canada Dry Jamaica Cola |
30.0 |
| Dr.Pepper |
39.6 |
| ชื่อผลิตภัณฑ์ |
ขนาดบรรจุ(มิลลิลิตร) |
ปริมาณกาเฟอีน(มิลลิกรัม) |
| 50-50(ฟิฟตี้-ฟิฟตี้) |
100 |
50 |
| กระทิงแดงกลิ่นผลไม้รวม |
150 |
50 |
| กระทิงแดงเอส |
150 |
50 |
| กระทิงแดงแอล |
150 |
50 |
| กระทิงทอง |
150 |
50 |
| คูก้าแดง |
100 |
50 |
| โคบาล |
150 |
50 |
| เจงกิ100 |
100 |
50 |
| เจงกิ150 |
150 |
50 |
| ฉลาม |
100 |
50 |
| ฉลามขาว |
150 |
50 |
| ช้างทอง |
150 |
50 |
| ซี.เอส.บี. |
150 |
50 |
| ทีโอเปล็กซ์-ดี-ไซรับ |
100 |
50 |
| นีโอรูซาน-ดี |
100 |
50 |
| แปรงสีฟันคู่ |
150 |
50 |
| มัสแตง |
150 |
50 |
| ม้าแดง |
150 |
50 |
| ลิโพวิตัน-ดี |
100 |
50 |
| ลูกทุ่ง |
150 |
50 |
| วินซ่า |
100 |
50 |
| วิสต้า |
100 |
50 |
| ออร์ก้า |
150 |
50 |
| เอ็ม-100 |
100 |
50 |
| เอ็ม-150 |
150 |
50 |
| ชื่อทางการค้า |
กาเฟอีน(มิลลิกรัม/กระป๋อง) |
| กาแฟรสนมปรุงสำเร็จพร้อมดื่มมิลค์กี้ ตราเบอร์ดี้ |
99.08 |
| กาแฟโรบัสต้าปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม ตราเบอร์ดี้ |
139.02 |
| กาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม ตราเบอร์ดี้ |
108.84 |
| กาแฟผสมโกโก้ปรุงสำเร็จพร้อมดื่มร็อคโกโก้ ตราเบอร์ดี้ |
88.68 |
| กาแฟเย็น ตราฉลามผ่านการสเตอร์ไรซ์ |
119.91 |
| กาแฟใส่นมปรุงสำเร็จ(ธรรมดา)ตราควิกโค |
74.24 |
| กาแฟดำปรุงสำเร็จ(ธรรมดา)ตราควิกโก |
126.61 |
| กาแฟดำปรุงสำเร็จ(เข้มข้น)ตราควิกโก |
131.98 |
| กาแฟเอสเพรสโซปรุงสำเร็จพร้อมดื่มฟรีซเอ็กซ์ตร้า |
192.22 |
| กาแฟดำฟรีซเอ็กซ์ตร้า |
148.00 |
| กาแฟผสมนมปรุงสำเร็จพร้อมดื่มฟรีซเอ็กซ์ตร้า |
112.94 |
| กาแฟใส่นมสำเร็จรูป ตราคอฟ-ที |
129.76 |
| กาแฟดำคอฟ-ที |
180.44 |
| กาแฟดำ ตรายูเอฟซี |
185.53 |
| กาแฟเย็น ตราโทรฟี่ |
212.33 |
| กาแฟดำ ตราฟรีซ |
109.57 |
| ค่าเฉลี่ย |
134.75
|
| ผลิตภัณฑ์ |
ปริมาตร(มิลลิลิตร) |
ปริมาณกาเฟอีน(มิลลิกรัม) |
| กาแฟชงจากผงกาแฟคั่วบด(เครื่องไฟฟ้าแบบdrip) |
150 |
110-150 |
| กาแฟชงจากผงกาแฟคั่วบด(เครื่องไฟฟ้าแบบpercolator) |
150 |
64-124 |
| กาแฟผงสำเร็จ |
150 |
40-108 |
| กาแฟที่สกัดกาเฟอีนออก |
150 |
2-5 |
| ชาซอง |
150 |
28-44 |
| ชาผงจากใบ |
150 |
30-48 |
| ชาผงสำเร็จ |
150 |
12-28 |
| โกโก้ร้อน |
180 |
5-30
|
| เครื่องดื่มช็อคโกแลต |
180 |
9-12 |
| ช็อคโกแลตแท่งแบบเข้มข้น |
60กรัม |
40-50 |
| ช็อคโกแลตนมแบบแท่ง |
60กรัม |
3-20 |
| เครื่องดื่มน้ำอัดลมประเภทโคล่า |
|
|
| - โคคา-โคล่า |
355 |
46 |
| - เป๊ปซี่-โคล่า |
355 |
38 |
| กาแฟกระป๋องพร้อมดื่มในประเทศไทย |
180 |
74-212 |
| เครื่องดื่มชูกำลังทุกยี่ห้อในประเทศไทย |
100-150 |
50 |
| ผลิตภัณฑ์เกษตร |
ปริมาณบริโภค(ตัน/ปี) |
กาเฟอีน |
| ( % ) |
(ตัน) |
| ชา |
2,500,000 |
3.0 |
75,000 |
| กาแฟ |
4,500,000 |
1.2-2.2 |
67,500 |
| โกโก้ |
2,350,000 |
0.2 |
2,500 |
| มาเต้ |
270,000 |
0.9-2.2 |
4,000 |
| โคล่า(ผล) |
175,000 |
2.5 |
น้อยมาก |
| กัวราน่า |
ประมาณ250 |
|
|
| กาเฟอีน |
9,000 |
100 |
8,600 |
ที่มา:การสัมมนาวิชาการเรื่องกาเฟอีน2539โรงแรมสยามซิตี้ 16สิงหาคม2539
| ครั้งที่ |
วัน/เดือน/ปี |
ปริมาณ(ก.ก.) |
สถานที่จับกุม |
| 1 |
1มีนาคม2544 |
3,000 |
อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี |
| 2 |
17กันยายน2544 |
2,964 |
อ.เทิงจ.เชียงราย |
| 3 |
21กันยายน2544 |
2,400 |
อ.สาย จ.เชียงราย |
| 4 |
14ธันวาคม2544 |
1,500 |
อ.เชียงแสน จ.เชียงราย |
| 5 |
27ธันวาคม2544 |
3,000 |
อ.เชียงแสน จ.เชียงราย |
| 6 |
15กุมภาพันธ์2545 |
2,095 |
อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี |
| 7 |
27กุมภาพันธ์2545 |
500 |
อ.สาย จ.เชียงราย |
| 8 |
19มีนาคม2545 |
2,000 |
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย |
| 9 |
30เมษายน2545 |
1,000 |
เขตบางบอนกทม. |
ที่มา:สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด
|
ปริมาณและมูลค่าการขออนุญาตนำเข้าสารกาเฟอีน ปี2545และปี2546
|
|
เดือน |
ปริมาณ(ก.ก.) |
มูลค่า(บาท) |
|
ปี2545
|
กรกฎาคม |
20,000.00 |
966,136.80 |
|
สิงหาคม |
4,015.85 |
1,576,655.20 |
|
กันยายน |
13,500.00 |
3,895,009.83 |
|
ตุลาคม |
4,100.00 |
1,228,931.13 |
|
พฤศจิกายน |
23,050.00 |
12,634,931.90 |
|
ธันวาคม |
6,099.30 |
2,553,416.50 |
|
รวม |
52,765.15 |
22,855,081.36 |
|
ปี 2546
|
มกราคม |
12,450.00 |
3,352,709.58 |
|
กุมภาพันธ์ |
7,600.00 |
2,165,769.23 |
|
มีนาคม |
21,850.00 |
6,109,226.93 |
|
รวม |
41,900.00 |
11,627,705.74 |
ที่มา:กรมการค้าต่างประเทศ
|
เอกสารแนบ