เปลี่ยนการแสดงผล

แสดงรายละเอียด ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ

EU เดินหน้าคว่ำบาตรรัสเซียอย่างต่อเนื่องด้วยมาตรการนำเข้า - ส่งออกชุดที่ 14 (14th Package of Sanctions Against Russia) | 2169 

 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 สหภาพยุโรป (European Union: EU) ประกาศยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 14 (14th Package of Sanctions Against Russia) ภายใต้ข้อกำหนด Council Regulation (EU) No. 2024/1745 หวังโจมตีเศรษฐกิจสำคัญด้านพลังงานและการเงินของรัสเซีย และตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของรัสเซียพร้อมปิดช่องว่างจากมาตรการคว่ำบาตรชุดก่อน


สาระสำคัญของมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 14 ที่เกี่ยวกับการนำเข้า - ส่งออก ประกอบด้วย(1) การเพิ่มรายการสินค้าควบคุม (Common High Priority List: CHPL) และกำหนดให้บริษัทผู้ส่งออกสินค้า CHP ใน EU รวมถึงสาขาในประเทศต่างประเทศมีกลไกการตรวจสอบประเมินความเสี่ยง(Due Diligence Mechanisms) และบรรเทาผลกระทบจากการส่งต่อสินค้าในรายการไปยังรัสเซีย (2) การขยายกรอบพิกัดศุลกากรที่ใช้ควบคุมสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัสเซียภายใต้มาตรการห้ามส่งออกจาก 6 หลักเป็น 4 หลัก ซึ่งมีสินค้าที่เกี่ยวข้อง คือ เคมีภัณฑ์ พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักร เป็นต้น (3) การเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถนำไปใช้เพิ่มศักยภาพการสู้รบของรัสเซียให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องจักร เครื่องขยายคลื่นความถี่วิทยุและสัญญาณทางอากาศ (Microwave and Aerial Amplifiers) อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินแบบดิจิทัล เป็นต้น (4) การห้ามนำเข้าแก๊สฮีเลียมจากรัสเซีย รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ยึดมาจากยูเครนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (5) การเพิ่มข้อยกเว้นและรายละเอียดของกรอบเวลาของการใช้บังคับมาตรการห้ามนำเข้าเพชรจากรัสเซียที่ได้ประกาศใช้เมื่อมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 12 (6) การเพิ่มข้อกำหนดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อป้องกันมิให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีและความรู้ด้านการผลิตสินค้า CHP ไปยังรัสเซีย (7) การห้ามบริษัทขนส่งทางบกที่มีคนสัญชาติรัสเซียเป็นผู้ถือครองหุ้นมากกว่าร้อยละ 25 ขนส่งสินค้าภายใน EU ตลอดจนดำเนินกิจการใน EU

นอกจากนี้ EU ยังได้เพิ่มรายชื่อบุคคลและบริษัทต่าง ๆ  ในบัญชีรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรของ EU จากการมีส่วนร่วมสนับสนุนด้วยการส่งต่อสินค้า EU ไปยังรัสเซียเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการทหารและเทคโนโลยีของรัสเซีย จำนวน 116 ราย และเรือจำนวน 27 ลำ ในภาคผนวก XLI ของข้อกำหนด Council Regulation (EU) No. 833/2014 ส่งผลให้เรือที่ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือหรือให้บริการใน EU ได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ EU ใช้บังคับมาตรการกับเรือเป็นการเฉพาะ


ทั้งนี้ พบว่า ในปี 2566 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 41,582.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (United States Dollar: USD) โดยไทยส่งออกไปยัง EU มูลค่า 21,838.37 ล้าน USD และนำเข้าจาก EU มูลค่า 19,743.87 ล้าน USD ซึ่งมีสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และมีสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์  ในขณะที่รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 37 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1536.58 ล้าน USD คิดเป็นไทยส่งออกไปยังรัสเซียมูลค่า 844.39 ล้าน USD และนำเข้า จากรัสเซีย 692.19 ล้าน USD ซึ่งมีสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ ส่วนประกอบเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรืออากาศยานไร้คนขับ เครื่องกังหันไอพ่น เครื่องกังหันใบพัด และเครื่องกังหัน แก๊สอื่น ๆ และอากาศยานไร้คนขับ และมีสินค้านำเข้า สำคัญ ได้แก่  ปุ๋ยจากแร่หรือเคมี ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือ อะลูมิเนียมแบบเจือและแบบไม่เจือที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป คาร์บอน


แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 14 จะเป็นมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว (Unilateral Sanctions) ที่มีผลใช้บังคับเฉพาะบริษัทหรือธุรกิจของ EU เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ EU และรัสเซียควรเร่งศึกษาและติดตามมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการหรือบริษัทไทยถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรของ EU และเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้บังคับมาตรการของ EU       

โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ec.europa.eu/commission/presscorner /detail/es/qanda_24_3425 หรือ QR Code ที่แนบมานี้



 

 

 

 

เอกสารแนบ